คุณเสี่ยงต่อการเป็นโรคข้อเข่าเสื่อมหรือไม่ วันนี้เรามาแนะนำวิธีการรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมในปัจจุบัน

การใช้ยาฉีดเข้าข้อ

การรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมในปัจจุบันมีหลายวิธี โดย การใช้ยาฉีดเข่าข้อ (Hyaluronic Acid) ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่กำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในปัจจุบัน

Hyaluronic Acid หรือ HAเป็นส่วนประกอบสำคัญของน้ำในข้อ และในผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อมพบว่าน้ำในข้อมีความหนืดลดลง เนื่องจาก Hyaluronic Acid (HA) ภายในข้อมีปริมาณลดลง ดังนั้น การฉีดยา Hyaluronic Acid (HA) เข่าข้อจะช่วยเพิ่มความหนืดของน้ำในข้อ ให้มีความหล่อลื่นมากขึ้น และ ยาฉีดเข้าข้อยังมีประโยชน์ช่วยกระตุ้นเซลล์ผิวข้อให้เกิดการผลิตน้ำหล่อเลี้ยงข้ออีกด้วย นอกจากนี้ ยาฉีด Hyaluronic Acid (HA) ยังมีคุณสมบัติช่วยลดอาการปวดข้อได้

การฉีดยา Hyaluronic Acid (HA) จะ ทำการฉีด ครั้งละ 1 เข็มต่อเนื่องกัน นาน 3-5 สัปดาห์ แต่ในปัจจุบัน มีการลดลงเหลือเพียงฉีดครั้งเดียว ซึ่งสะดวกต่อคนไข้ และลดโอกาส หรือ ความเสี่ยงในการติดเชื้อ หรือผลข้างเคียงจากการฉีด

ซึ่งประโยชน์ที่จะได้รับจากยาฉีด Hyaluronic Acid (HA) คือ การลดการบาดเจ็บและการทำลายกระดูกอ่อน, ลดการอักเสบของข้อ, ช่วยกระจายแรงกระทำต่อข้อ ทำให้มีการถ่ายน้ำหนักภายในข้ออย่างมีประสิทธิภาพ และ เพิ่มความสามารถในการใช้งานของข้อ

  1. เพศชาย หญิง อายุ 40 ปีขึ้นไป
  2. มีน้ำหนักตัวมาก (ค่าดัชนีมวลกายมากกว่า 25)
  3. มีกิจวัตรการทำงาน ที่ต้องเดินอยู่ตลอดเวลา
  4. มีอาการเข่ายืด ฝืด หรืองอ ลำบาก
  5. มีเสียงดังก๊อบ แกร๊บ ที่เข่าขณะเคลื่อนไหว
  6. มีอาการปวดที่ข้อเข่า หรือขาเวลาเดิน หรือลงบันได
  7. มีอาการปวด เจ็บแปล๊บ ที่ข้อเข่าเวลาเดิน
  8. มีอาการปวดข้อเข่าเวลานอน
  9. มีปัญหาปวดข้อเข่าเวลาใส่ถุงเท้า รองเท้า หรือขณะลุกนั่ง
  10. มีอาการปวดปวมอักเสบที่ข้อเข่า
  11. ไม่สามารถเดินได้ปกติ ต้องเดินโยกตัว
  12. ขาโก่งงอผิดรูป

สัญญาณเตือนภัย!

หากคุณมีอาการเหล่านนี้มากกว่า 3 ข้อขึ้นไป คุณอาจมีความเสี่ยงต่อโรคข้อเข่าเสื่อม หากปล่อยไว้นานจนถึงระยะรุนแรง อาจเป็นหนักขั้นเดินไม่ได้ เพื่อชะลอความเสื่อมให้ช้าลง และได้รับการดูแลรักษาอย่างถูกวิธี ให้สามารถดำเนินคุณภาพชีวิตได้ตามปกติ ควรรีบปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

คุณเสี่ยงต่อการเป็นโรคข้อเข่าเสื่อมหรือไม่

โรคข้อเข่าเสื่อม

ปัญหาโรคกระดูกและข้อที่ไม่ได้เกิดจากการบาดเจ็บยังพบอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นโรคที่เกิดจากการเสื่อมสึกหรอของข้อต่อต่างๆ ของร่างกายภายหลังการใช้งานมานาน ภาวะข้อเสื่อมตามสภาพร่างกายนั้นจึงเกิดขึ้นกับทุกคนเมื่อมีอายุมากขึ้น โรคข้อเสื่อมจึงเป็นโรคที่พบบ่อยในผู้สูงอายุ

โดยเฉพาะโรคข้อเข่าเสื่อมเนื่องจากเป็นข้อที่รับน้ำหนักและใช้งานมาก การรักษาผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมนับว่ามีความสำคัญที่จะช่วยให้ผู้ป่วยมีความสามารถในการดูแลช่วยเหลือตนเอง ลดอาการปวด ลดอาการแทรกซ้อน ชะลอการเสื่อมของข้อ ป้องกันความพิการ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

โรคข้อเข่าเสื่อม

อาการสำคัญ
1.อาการข้อเข่าฝืด ตึง โดยเฉพาะในช่วงตื่นนอน หรือพักการใช้งานขอข้อเข่านานๆ
2.อาการปวดเข่า มีลักษณะปวดตื้อๆ ทั่วๆ ไปบริเวณข้อและมักปวดแบบเรื้อรัง อาการปวดจะมากขึ้นเมื่อมีการใช้งาน เช่น นั่งคุกเข่า นั่งยองๆ และจะทุเลาลงเมื่อพักการใช้งาน
3.มีเสียงในข้อเข่า เมื่อเวลาขยับเคลื่อนไหว ซึ่งเกิดจากการเสียดสีของผิวข้อที่ไม่เรียบขรุขระ ซึ่งเป็นผลของการมีเศษกระดูก และอาจเกิดจากการสึกหรอของกระดูกอ่อนในข้อที่พลิกไปมา
4.เวลาขึ้น-ลงบันได จะมีอาการเจ็บเสียวที่ข้อเข่า
5.การเปลี่ยนรูปร่างขอข้อเข่า ในรายที่เป็นมากจะมีการชำรุดของบริเวณเข่าด้านในมากกว่าด้านนอก จนทำให้กระดูกชิดชนกัน ร่วมกับกระดูกงอกที่เกิดขึ้น การเกิดกระดูกงอกที่เป็นมาก อาจจะคลำได้กดเจ็บ และก่อให้เกิดการโค้งงอขอข้อเข่า
มีวิธีการรักษาอย่างไร และสามารถรักษาให้หายขาดได้หรือไม่
ปัจจุบันยังไม่สามารถรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมให้หายขาดได้ แต่สามารถควบคุมอาการได้โดยจุดมุ่ง หมายในการรักษาคือ ช่วยบรรเทาอาการปวด ช่วยให้หน้าที่การใช้งานของข้อกลับคืนสู่ภาวะปกติหรือใกล้ เคียงปกติมากที่สุด และป้องกันหรือแก้ไขการผิดรูปของข้อ วิธีการรักษาจะแตกต่างกันไปในผู้ป่วยแต่ละคน ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น อายุ ความรุนแรงของโรค การใช้งานที่คาดหวังและความพร้อมของผู้ให้การรักษา
การรักษามีแนวทางหลัก 2 วิธีได้แก่ การรักษาโดยวิธีการไม่ผ่าตัด และการรักษาด้วยวิธีการผ่าตัด

การรักษาด้วยวิธีการไม่ผ่าตัด
1. การปรับเปลี่ยนการใช้งานในชีวิตประจำวัน ได้แก่
• การพักหรือใช้งานข้อให้น้อยลง หลีกเลี่ยงการยืนหรือเดินเป็นระยะเวลานาน
• หลีกเลี่ยงการนั่งงอเข่า เช่น คุกเข่า พับเพียบ ยองๆ ขัดสมาธิ หรือนั่งเก้าอี้ต่ำ
• หลีกเลี่ยงการเดินขึ้นลงบันไดโดยไม่จำเป็น ถ้าจำเป็นควรเดินช้าๆและขึ้นลงทีละขั้น
• หลีกเลี่ยงการยืนหรือนั่งท่าเดียวนานๆ ควรเปลี่ยนท่าหรือขยับข้อเข่าอยู่เรื่อยๆ
• นั่งถ่ายบนโถนั่งชักโครก หรือใช้เก้าอี้ที่มีรูตรงกลางวางไว้เหนือคอห่านแทนการนั่งยองๆ ควรทำราวจับบริเวณโถนั่งเพื่อใช้ช่วยพยุงตัวเวลาจะนั่งหรือยืน
2. ผู้ป่วยที่มีน้ำหนักตัวมาก ควรลดน้ำหนักอย่างถูกต้อง
3. การใช้อุปกรณ์ช่วยพยุงเดิน เช่น ไม้เท้า ไม้ค้ำยัน จะช่วยลดแรงที่เกิดกับข้อได้
4. ที่นอนควรมีความสูงระดับเข่า ไม่ควรนอนบนพื้นเพราะจะปวดมากเวลาจะนอนหรือลุกขึ้น
5. การประคบอุ่นบริเวณข้อเข่า ช่วยลดอาการปวดและกล้ามเนื้อเกร็งได้
6. การสวมสนับเข่า ในกรณีที่ข้อเข่าเสียความมั่นคง จะช่วยกระชับข้อและลดอาการปวด
7. การทำกายภาพบำบัด ได้แก่ การฝึกความแข็งแรงและความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อรอบข้อ การเพิ่มหรือคงไว้ซึ่งพิสัยการเคลื่อนไหวของข้อ และการเพิ่มสมรรถภาพของร่างกาย

8. การใช้ยา ปัจจุบันมียาหลายกลุ่มที่ใช้รักษาโรคข้อเสื่อม ไก้แก่
•  ยาแก้ปวดพาราเซตามอล เป็นยากลุ่มแรกที่ใช้ในการควบคุมอาการ
•  ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ ช่วยลดอาการปวดและการอักเสบของข้อ
•  ยาช่วยปรับเปลี่ยนโครงสร้างของข้อ เช่น กลูโคซามีนซัลเฟต จะช่วยชะลอโรค ซ่อมแซมผิวข้อ ลดการอักเสบและอาการปวด เป็นยาทางเลือกในข้อเสื่อมระยะเริ่มต้น
•  ยาทาภายนอก ช่วยลดอาการโดยไม่ต้องเสี่ยงกับผลข้างเคียงจากยารับประทาน
•  การฉีดน้ำเลี้ยงไขข้อ เป็นทางเลือกในการช่วยลดอาการปวดและช่วยให้การเคลื่อนไหวข้อดีขึ้น
•  การฉีดสเตียรอยด์เข้าข้อ เป็นทางเลือกในข้อเสื่อมรุนแรงที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาวิธีอื่น

การรักษาโดยวิธีการผ่าตัด
มีข้อบ่งชี้คือ ผู้ป่วยที่รับการรักษาด้วยวิธีการไม่ผ่าตัดแล้วให้ผลการรักษาล้มเหลว โดยผู้ป่วยยังมีอาการที่รุนแรงอยู่จนไม่สามารถทำกิจวัตรประจำวันพื้นฐานได้

One thought on “คุณเสี่ยงต่อการเป็นโรคข้อเข่าเสื่อมหรือไม่ วันนี้เรามาแนะนำวิธีการรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมในปัจจุบัน

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *