
📅 วันที่ 1 สิงหาคมของทุกปีเป็นวันมะเร็งปอดโลก (World Lung Cancer Day) วันที่ทั่วโลกร่วมกันสร้างความตระหนักเกี่ยวกับโรคมะเร็งปอดซึ่งยังคงเป็นหนึ่งในโรคมะเร็งที่พบได้บ่อยและเป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตจากโรคมะเร็งทั่วโลก มะเร็งปอดเป็นมะเร็งที่คร่าชีวิตผู้คนมากที่สุดชนิดหนึ่งของโลก ผู้ป่วยจำนวนมากมักได้รับการวินิจฉัยเมื่อโรคลุกลามแล้ว ส่งผลให้การรักษามีความซับซ้อนมากขึ้น อย่างไรก็ตาม หากตรวจพบโรคตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ผู้ป่วยจะมีโอกาสได้รับการรักษาที่มีประสิทธิภาพและมีโอกาสหายขาดสูงกว่า นอกจากนี้ความก้าวหน้าทางการแพทย์ในปัจจุบันยังช่วยเพิ่มทางเลือกในการรักษาลดผลข้างเคียง และช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

มะเร็งปอดมีกี่ชนิด
1. มะเร็งปอดชนิดเซลล์เล็ก (Small Cell Lung Cancer)
มะเร็งชนิดนี้พบประมาณร้อยละ 10 – 25 ของมะเร็งปอดทั้งหมด เป็นมะเร็งชนิดที่มีการเจริญเติบโตและแพร่กระจายได้เร็ว ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักมีประวัติสูบบุหรี่ มะเร็งชนิดนี้อาจสร้างสารเคมีบางอย่างที่ทำให้เกิดอาการผิดปกติของระบบต่อมไร้ท่อในร่างกาย มะเร็งปอดชนิดนี้มักตอบสนองต่อการรักษาด้วยยาเคมีบำบัดและรังสีรักษาได้ดีทำให้ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้นหลังได้รับการรักษา แต่โอกาสหายขาดยังเป็นไปได้น้อย
2. มะเร็งปอดชนิดเซลล์ไม่เล็ก (Non-Small Cell Lung Cancer)
มะเร็งชนิดนี้พบประมาณร้อยละ 75 – 90 ของมะเร็งปอดทั้งหมด มักมีการดำเนินโรคที่ช้ากว่า มีโอกาสตรวจพบโรคในระยะเริ่มต้นได้มากกว่ามะเร็งปอดชนิดเซลล์เล็ก หากพบในระยะแรก การรักษาหลักคือการผ่าตัดเอาก้อนมะเร็งและต่อมน้ำเหลืองออก บางรายอาจให้การรักษาร่วมกับการใช้ยาต้านมะเร็งที่ออกฤทธิ์ทั่วร่างกาย ได้แก่ ยาเคมีบำบัด (chemotherapy) ยามุ่งเป้า (targeted therapy) และ/หรือยาภูมิคุ้มกันบำบัด (immunotherapy) หรือใช้รังสีรักษาร่วมด้วย ผลการรักษานั้นดีกว่ามะเร็งปอดชนิดเซลล์เล็ก มีโอกาสหายขาดได้

🚬 ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดมะเร็งปอด
หลายคนเข้าใจว่ามะเร็งปอดเกิดขึ้นเฉพาะในผู้สูบบุหรี่ แต่ในความเป็นจริง โรคนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน แม้ว่าการสูบบุหรี่จะยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงอันดับหนึ่งก็ตาม
1. บุหรี่ เป็นสาเหตุสำคัญของโรคมะเร็งปอด การสูบบุหรี่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของเซลล์หลอดลม ทำให้เกิดการกลายพันธุ์เป็นเซลล์มะเร็งได้ ผู้ที่สูบบุหรี่จัดมีความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งปอดมากกว่าผู้ที่ไม่สูบบุหรี่กว่า 10 เท่า ผู้ที่อยู่ใกล้ชิดกับผู้ที่สูบบุหรี่เป็นประจำจะมีความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งปอดมากกว่าคนทั่วไปอย่างน้อย 2 เท่า
2. สารพิษ การสัมผัสสารแอสเบสตอส หรือแร่ใยหินซึ่งมักนำมาใช้ในวงการอุตสาหกรรมรถยนต์ สามารถทำให้เกิดโรคมะเร็งปอดเพิ่มขึ้นได้มากกว่าคนทั่วไปถึง 5 เท่า และยังทำให้เกิดมะเร็งเยื่อหุ้มปอดได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่สูบบุหรี่ร่วมด้วยจะมีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งปอดมากกว่าคนทั่วไปถึง 90 เท่า นอกจากนี้สารอื่น ๆ ที่อาจก่อให้เกิดโรคมะเร็งปอด ได้แก่ สารหนู นิกเกิล โครเมียม และมลภาวะในอากาศ เช่น PM 2.5
3. โรคปอด เช่น เคยเป็นวัณโรคปอดหรือผู้ที่ป่วยเป็นโรคถุงลมโป่งพอง
4. มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งปอด
5. ปัจจัยอื่น ๆ อายุที่เพิ่มขึ้น การใช้ยาเสพติดบางประเภท เช่น โคเคน และภาวะขาดวิตามินเอ เป็นต้น
🩺 อาการที่ควรสังเกต
ในระยะแรก มะเร็งปอดมักไม่แสดงอาการ ทำให้หลายคนทราบว่าป่วยเมื่อโรคอยู่ในระยะลุกลามแล้ว
หากมีอาการต่อไปนี้ต่อเนื่อง ควรปรึกษาแพทย์
- ไอเรื้อรัง ไอผิดปกติ หรือไอเป็นเลือด
- หายใจเหนื่อยหรือหายใจลำบาก
- เจ็บหน้าอก
- เสียงแหบ
- เบื่ออาหาร น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ
🔍 การวินิจฉัยและการตรวจคัดกรอง
1. การตรวจคัดกรองในผู้มีความเสี่ยง ในปัจจุบันมีการตรวจคัดกรองโรคมะเร็งปอดด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์แบบใช้ปริมาณรังสีต่ำ (Low – Dose Computerized Tomography : LDCT) ในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูง ได้แก่ ผู้ที่มีประวัติสูบบุหรี่จัด ผู้ป่วยสูงอายุ ผู้ป่วยโรคปอดเรื้อรัง และผู้ที่มีญาติเป็นมะเร็งปอด ซึ่งช่วยในการตรวจพบจุดหรือก้อนมะเร็งปอดขนาดเล็กๆ ที่ไม่สามารถตรวจพบได้จากการเอกชเรย์ปอดแบบธรรมดา ทั้งนี้ ผู้ป่วยควรได้รับคำแนะนำจากแพทย์ก่อนตรวจ
2. การซักประวัติ ตรวจร่างกายและตรวจพิเศษโดยแพทย์
- เอกซเรย์ปอด (Chest X-Ray)
- เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan)
- การตรวจด้วยเครื่องเพท/ซีทีสแกน (PET/CT Scan)
- การส่องกล้องหลอดลมปอด (Bronchoscopy) และตัดชิ้นเนื้อเพื่อส่งตรวจทางพยาธิวิทยา (Biopsy)
- การส่องกล้องในช่องกลางทรวงอก (Mediastinoscopy)
- การตรวจด้วยเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ร่วมกับการตัดชิ้นเนื้อ (CT-Guided Biopsy) เป็นต้น

แนวทางการรักษาในปัจจุบัน
1. การผ่าตัด ใช้สำหรับรักษามะเร็งในระยะแรกที่ยังไม่มีการแพร่กระจายไปไกลหรือมีการกระจายไปเฉพาะต่อมน้ำเหลืองใกล้ ๆ และไม่มีการลุกลามไปที่อวัยวะสำคัญต่าง ๆ ที่อยู่ใกล้เคียง เป็นทางเลือกที่พิจารณาก่อนการรักษาด้วยวิธีอื่น ๆ เนื่องจากเป็นวิธีที่ทำให้ผู้ป่วยหายขาดจากโรคได้
2. การฉายรังสี เป็นการรักษาเฉพาะที่เช่นเดียวกับการผ่าตัด โดยมีข้อบ่งชี้ของผู้ป่วย ดังนี้
- ผู้ป่วยมะเร็งปอดระยะแรกในรายที่ไม่สามารถเข้ารับการผ่าตัดได้
- ผู้ป่วยมะเร็งปอดระยะลุกลามเฉพาะที่ (ใช้ร่วมกับยาเคมีบำบัด) เป็นการรักษาหลักเพื่อหวังผลหายขาด ในกรณีที่ผู้ป่วยอยู่ในระยะที่มีการกระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองตรงกลางช่องอกหรือเหนือไหปล้าร้า ทำให้ไม่สามารถผ่าตัดได้
- ใช้เป็นการรักษาเสริมก่อน และ/หรือหลังการผ่าตัดในผู้ป่วยระยะที่ 3 ที่มีข้อบ่งชี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการควบคุมโรคเฉพาะที่
- ใช้เป็นการรักษาแบบประคับประคองในรายที่เป็นระยะแพร่กระจาย เช่น บรรเทาอาการปวดกระดูก บรรเทาการกดทับเส้นเลือด หรือเส้นประสาทที่สำคัญ บรรเทาอาการในกรณีที่มะเร็งกระจายไปยังสมอง เป็นต้น
- ใช้เป็นการรักษาเพื่อป้องกันการแพร่กระจายไปยังสมอง สำหรับผู้ป่วยมะเร็งปอดชนิดเซลล์เล็กที่ตอบสนองดีต่อยาเคมีบำบัด
3. การให้ยาต้านมะเร็งที่ออกฤทธิ์ทั่วร่างกาย (systemic treatment) ได้แก่ ยาเคมีบำบัด ยามุ่งเป้า และยาภูมิคุ้มกันบำบัด
3.1 ยาเคมีบำบัด เป็นยาที่ออกฤทธิ์กำจัดเซลล์มะเร็งโดยตรง ตัวยาจะผ่านเข้าไปในระบบไหลเวียนเลือดและเข้าสู่เซลล์มะเร็งทางเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงก้อนมะเร็งนั้น ยาเคมีบำบัดสามารถออกฤทธิ์กำจัดเซลล์มะเร็งได้เกือบทุกบริเวณในร่างกาย แต่อาจมีผลข้างเคียงจากยา เช่น คลื่นไส้ อาเจียน อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ผมร่วง เป็นแผลที่เยื่อบุในปาก ท้องร่วง ภูมิคุ้มกันร่างกายอ่อนแอลง ทำให้อาจติดเชื้อได้ง่ายและรุนแรงกว่าปกติ เป็นต้น โดยแพทย์จะพิจารณาให้ยาเคมีบำบัดในกรณีต่อไปนี้
- ให้ภายหลังการผ่าตัด ในกรณีที่ผลการผ่าตัดพบว่าเป็นในระยะที่ 2 (ระยะที่ 1 ในบางกรณี)
- ให้ร่วมกับการฉายแสง เพื่อรักษามะเร็งระยะลุกลามเฉพาะที่
- ให้เพื่อลดขนาดก้อนมะเร็งให้เล็กลง ก่อนพิจารณาการรักษาอื่น ๆ สำหรับมะเร็งปอดระยะที่ 3
- ให้เพื่อรักษาประคับประคองโรคระยะแพร่กระจาย หรือรักษามะเร็งที่กลับเป็นซ้ำ
ทั้งนี้ แพทย์ผู้ดูแลจะประเมินความแข็งแรงของร่างกาย รวมทั้งความเหมาะสมในการรับยาเคมีบำบัดของผู้ป่วยแต่ละรายก่อนเสมอ
3.2. ยามุ่งเป้าทำลายเซลล์มะเร็ง (Targeted Therapy) เป็นยาที่ออกฤทธิ์จำเพาะกับเซลล์มะเร็งเป็นหลัก และอาจมีผลกระทบต่อเซลล์ปกติเพียงเล็กน้อย ก่อนใช้ยามุ่งเป้าจะต้องมีการตรวจหาความผิดปกติของยีนก่อมะเร็ง โดยอาจตรวจจากชิ้นเนื้อมะเร็งหรือเลือดของผู้ป่วย (liquid biopsy) ถ้าตรวจพบยีนผิดปกติ เช่น EGFR mutation, ALK fusion, หรือ ROS-1 fusion จึงจะใช้ยาในกลุ่มนี้ได้ ยาในกลุ่มนี้โดยมากเป็นยาในรูปแบบรับประทาน ซึ่งมีผลข้างเคียงน้อยและมีประสิทธิภาพดีกว่ายาเคมีบำบัด
3.3. ยาภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy) เป็นยาที่ออกฤทธิ์โดยการกระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกายให้กำจัดเซลล์มะเร็งได้ดีขึ้น โดยทั่วไปมักมีผลข้างเคียงน้อย เป็นยาฉีดเข้าทางหลอดเลือดดำ อาจใช้เพียงลำพังหรือให้ร่วมกับยาตัวอื่น ๆ เช่น ยาเคมีบำบัด เป็นต้น โดยแพทย์จะเป็นผู้พิจารณาความเหมาะสมในการใช้ยาของผู้ป่วยแต่ละราย

การป้องกัน เริ่มต้นได้ตั้งแต่วันนี้
✔️ งดสูบบุหรี่ และหลีกเลี่ยงควันบุหรี่มือสอง
✔️ ลดการสัมผัสสารก่อมะเร็งและมลพิษทางอากาศ
✔️ สวมอุปกรณ์ป้องกันเมื่อทำงานในสภาพแวดล้อมที่มีความเสี่ยง
✔️ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์และออกกำลังกายสม่ำเสมอ
✔️ ตรวจสุขภาพ และปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับการตรวจคัดกรอง หากอยู่ในกลุ่มเสี่ยง
เนื่องในวันมะเร็งปอดโลก ขอเชิญทุกคนร่วมใส่ใจสุขภาพปอดของตนเองและคนรอบข้าง เริ่มต้นด้วยการลดปัจจัยเสี่ยง สังเกตความผิดปกติของร่างกาย และเข้ารับการตรวจเมื่อมีความเสี่ยง เพราะการตรวจพบโรคตั้งแต่ระยะเริ่มต้นสามารถเพิ่มโอกาสในการรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
Ref: https://www.siphhospital.com/th/news/article/share/lung-cancer
Ref: https://www.bumrungrad.com/th/conditions/lung-cancer